การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#ทางหมดทุกข์#มรรคจิตผลจิต#ท่าพระโคดม

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี
ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่งมีวรรณะงาม
ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

[๒] เทวดานั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ข้าพระองค์ขอทูลถาม พระองค์ทรงข้ามโอฆะได้อย่างไร?

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “ท่านผู้มีอายุ เราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ ข้ามโอฆะได้แล้ว.”

เทวดา. ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ก็พระองค์ไม่พัก ไม่เพียร ข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า?

พระผู้มีพระภาคเจ้า. ท่านผู้มีอายุ เมื่อใดเรายังพักอยู่ เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้
เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้
ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล.

เทวดานั้นกล่าวคาถานี้ว่า
นานหนอ ข้าพเจ้าจึงจะเห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว
ไม่พัก ไม่เพียรอยู่ ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวในโลก.

[๓] เทวดานั้นกล่าวคำนี้แล้ว พระศาสดาทรงอนุโมทนา
ครั้งนั้นแล เทวดานั้นดำริว่า “พระศาสดาทรงอนุโมทนาคำของเรา”
จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วก็หายไป ณ ที่นั้นแล.

โอฆตรณสูตรที่ ๑ จบ


หมายเหตุ - ในอรรถกถาของโอฆตรณสูตรได้อธิบายว่า
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเฉลยปัญหาแล้วอย่างนี้ว่า

เราเห็นโทษของการพัก ของการเพียร จึงไม่พัก จึงไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้ว
เทวดาก็เข้าใจปัญหานี้ แต่ปัญหายังไม่แจ่มชัด เพื่อให้ปัญหานั้นแจ่มชัด
จึงขอแสดงทุกะ (จับคู่) ๗ ทุกะดังนี้
(ทุกะที่ ๑) เมื่อพักอยู่ด้วยกิเลส ชื่อว่าจม เมื่อเพียรด้วยอภิสังขาร ชื่อว่าลอย.
(ทุกะที่ ๒) เมื่อพักอยู่ด้วยตัณหาและทิฏฐิ ชื่อว่าจม
เมื่อเพียรด้วยกิเลสที่เหลือและอภิสังขาร ชื่อว่าลอย.
(ทุกะที่ ๓) เมื่อพักอยู่ด้วยตัณหา ชื่อว่าจม เมื่อเพียรด้วยทิฏฐิ ชื่อว่าลอย.
(ทุกะที่ ๔) เมื่อพักอยู่ด้วยสัสสตทิฏฐิ ชื่อว่าจม เมื่อเพียรด้วยอุจเฉททิฏฐิ ชื่อว่าลอย.
ความยึดมั่นในมานะอันเฉื่อยชา จัดเป็นภวทิฏฐิ ความยึดมั่นอันสุดโต่ง ชื่อว่าวิภวทิฏฐิ.
(ทุกะที่ ๕) เมื่อพักอยู่ด้วยความเฉื่อยชา ชื่อว่าจม เมื่อเพียรด้วยความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าลอย.
(ทุกะที่ ๖) เมื่อพักอยู่ด้วยกามสุขัลลิกานุโยค ชื่อว่าจม
เมื่อเพียรด้วยอัตตากิลมถานุโยค ชื่อว่าลอย.
(ทุกะที่ ๗) เมื่อพักอยู่ด้วยอภิสังขารฝ่ายอกุศลทั้งหมด ชื่อว่าจม
เมื่อเพียรด้วยอภิสังขารที่เป็นโลกียะทั้งหมด ชื่อว่าลอย. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
“จุนทะ อกุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ อกุศลธรรมเหล่านั้น พึงส่งไปในเบื้องต่ำ
กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ กุศลธรรมเหล่านั้น พึงส่งไปในเบื้องบน” ดังนี้.

เทวดาฟังการแก้ปัญหานี้แล้ว ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล มีความยินดีเลื่อมใส
ประกาศความยินดีเลื่อมใสของตนแล้ว จึงกล่าวคาถาว่า
“นานหนอ ข้าพเจ้าจึงจะเห็นขีณาสวพราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว” เป็นต้น


(โอฆตรณสูตร พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย เล่มที่ ๒๔)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ความดับทุกข์#อนิมิตตวิโมกข์#อัปปณิหิตวิโมกข์#สุญญตวิโมกข์#เธออย่าได้กล่า...เข้าสู่ระบบหรือลงทะเบียน หน้าแรก เว็บบอร์ด > พุทธศาสนา > พระไตรปิฎก > เรื่องเด่นคนกิเลสหนากับการบรรลุธรรม ในห้อง 'พระไตรปิฎก' ตั้งกระทู้โดย rachotp, 4 พฤศจิกายน 2021. แท็ก: เพิ่มแท็ก rachotp rachotp เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต วันที่สมัครสมาชิก:9 ตุลาคม 2020 โพสต์:1,214 กระทู้เรื่องเด่น:251 ค่าพลัง:+23,278 A.PNG การบรรลุธรรมของคนที่มีกิเลสหนา เรื่องน่าคิดจากพระไตรปิฎก หลายท่านอาจจะสงสัยว่า “คนที่มีกิเลสหนา บรรลุธรรมไม่ได้” และเชื่อกันมาแบบนี้ แต่พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องนี้ไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า วิตถารสูตร ถึงการบรรลุธรรมของคนที่มีกิเลสหนา ไว้ว่า… บุคคลบางคนในโลกนี้ ตามปกติเป็นผู้มีความกำหนัดยินดีในกาม (ราคะ) ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดจากความกำหนัดยินดีในกามตลอด เป็นผู้มีความโกรธ (โทสะ) รุนแรง ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสที่เกิดจากความโกรธตลอด เป็นผู้ที่มีความหลง (โมหะ) รุนแรง ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสที่เกิดจากความหลงตลอด G.PNG แต่อินทรีย์ 5 ประการ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เหล่านี้มีความแรงกล้า เขาย่อมบรรลุธรรมอย่างฉับพลัน แต่หากคนผู้นั้นมีกิเลสเป็นราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง ไม่ได้มีความทุกข์โทมนัสจากราคะ โทสะ และโมหะ แต่อินทรีย์ทั้ง 5 ประการนี้อ่อน เขาย่อมได้บรรลุมรรคผลล่าช้า การบรรลุธรรมจึงขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5 ประการ F.PNG ระดับของการบรรลุธรรม การบรรลุธรรมของคนที่มีกิเลสหนาถึงจะขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5 แต่ก็มีความช้าและความเร็วแตกต่างกันไป พระพุทธเจ้าทรงจัดระดับไว้ 4 ระดับด้วยกันคือ 1) ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา หมายถึง ผู้ที่มีกิเลสหนา แต่มีอินทรีย์ 5 ประการบาง จึงบรรลุธรรมได้ช้า 2) ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา หมายถึง ผู้ที่มีกิเลสหนา แต่มีอินทรีย์ 5 ประการแรงกล้า จึงบรรลุธรรมได้ไว 3) สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา หมายถึง ผู้ที่ไม่มีกิเลส แต่มีอินทรีย์ 5 ประการบาง จึงบรรลุธรรมช้า 4) สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา หมายถึง ผู้ที่ไม่มีกิเลส และมีอินทรีย์ 5 ประการแรงกล้า จึงบรรลุธรรมได้ไว H.png ทำไมการบรรลุธรรมจึงเกี่ยวข้องกับอินทรีย์ 5 ประการ? อินทรีย์ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นองค์ธรรมที่ช่วยให้โลภะ โทสะ และโมหะ ลดลง เมื่อมีความเชื่อมั่น (ศรัทธา) ต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเกิดความเพียร (วิริยะ) การระลึกรู้ได้ก็จะตามมา (สติ) เมื่อเกิดการระลึกได้สมาธิก็จะตามมา เมื่อมีสมาธิผลที่ได้คือปัญญา ผู้บรรลุอรหันต์ล้วนผ่านองค์ธรรม 5 ประการนี้ D.PNG ตัวอย่างเช่น เจ้าหญิงอภิรูปนันทา เป็นสตรีชนชั้นสูงที่มีความงามเป็นเลิศ จึงมีอุปนิสัยรักสวยรักงาม พอผนวชเป็นภิกษุณี ก็ยังไม่ทรงละอุปนิสัยรักสวยรักงามอยู่ดี พระพุทธเจ้าทรงต้องการโปรดเจ้าหญิงอภิรูปนันทาให้ทราบถึงโทษของการรักสวยรักงาม พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตสตรีนางหนึ่งขึ้นมาให้มีความงามประดุจนางฟ้า เจ้าหญิงทรงหลงใหลแล้วชมว่า สตรีนางนี้ช่างมีความงดงามมากกว่าสตรีใดๆที่้เคยพบเห็นมา ไม่นานสตรีนางนี้ก็ค่อยๆ แก่ลง แล้วตายกลายสภาพเป็นศพ และเริ่มเน่าส่งกลิ่นเหม็น แล้วกลายเป็นโครงกระดูกในที่สุด E.PNG เมื่อเจ้าหญิงอภิรูปนันทาทอดพระเนตรดังนั้นแล้วทรงเชื่อ (ศรัทธา) ในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วว่าการยึดติดในความงามเป็นสิ่งที่เที่ยง แท้ที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เมื่อเจ้าหญิงทรงพิจารณาร่างของสตรีนางนั้นด้วยความตั้งใจ (วิริยะ) เมื่อทรงสังเกตพินิจพิจารณาจนถึงตอนที่สตรีนางนั้นสิ้นลม การระลึกรู้ (สติ) ถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าก็บังเกิดขึ้นในบัดนั้นทันที พอทรงมีสติพิจารณาใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว จึงบังเกิดความสงบ (สมาธิ) ขึ้น เจ้าหญิงอภิรูปนันทาเกิดความเข้าพระทัยว่า สิ่งที่พระนางหลงใหล (โลภะ) ในความงามนั้น เป็นความเขลาเบาปัญญา ทำให้พระนางตรึงอยู่ในกระแสแห่งการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป B.PNG พระนางทรงข้ามฝั่งแห่งน่านน้ำอวิชชามาถึงฝั่งแห่งวิชชา อันเกิดจากการพิจารณาร่างของสตรีซึ่งถูกเนรมิต จนทำให้พระนางบรรลุธรรม เจ้าหญิงอภิรูปนันทา เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าคนที่มีกิเลสหนา ที่บรรลุธรรมได้นั้นมีอยู่จริง แต่อินทรีย์ 5 ประการของพระนางถึงพร้อม พระพุทธเจ้าทรงเห็นจึงได้มาโปรดพระนางด้วยวิธีนี้จนพระนางบรรลุธรรม C.PNG Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก วิตถารสูตร ว่าด้วยปฏิปทาโดยพิสดาร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต "นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา" "ชินะปัญชะระ ปะริตตังมัง รักขะตุสัพพะทา" "มะอะอุ นะโม วิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา ราหุ สุริยัง จันทัง ปะมุจจะสุ" "พุท ธะ สัง วิ หะ ระ ตัง ปุญ ญัง วะ ทา มิ"