พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ

เป็นเพลงธรรมะเพลงแรกที่รู้จัก ได้ยินตั้งแต่เด็ก มีความรู้สึก ศรัทธามาก ไม่รู้ความหมาย แค่ฟังก็ขนลุก เกิดปีติ จนเมื่อมีโอกาสแปลได้ มีความสุขมาก อยากจะเผยแพร่ให้เพื่อน ๆ รับรู้ความหมาย ดีมาก ๆ ก่อนอื่น ขออนุญาต กราบขอบพระคุณพระวิปัสสีเศรษฐะ พระภิกษุชาวเนปาล วัดบวรนิเวศวิหาร ที่ได้ช่วยกันถอดจากภาษาฮินดี ออกเป็นอักษรโรมัน ให้ความหมาย เทียบเคียงภาษาเบื้องต้นให้ ส่วนผมเอง รับหน้าที่เรียบเรียงคำอ่านตามอักษรโรมันสากล และอักษรไทย และรับหน้าที่แปลเป็นภาษาบาลี แปลเป็นภาษาไทย เพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาเทียบเคียง เป็นบทสวดทีฟังแล้วถอดยากมาก ๆ ปล้ำอยู่หลายวัน มีการกลืนเสียง ลากเสียง เสียง ท,พ,ค,ร,ช,จ,และ ศ ฐานเสียงต่างจากภาษาไทย ผู้รู้อ่านจะให้แก้ไขตรงไหน กรุณาอนุเคราะห์ด้วยนะครับ เพื่อให้ต้นฉบับสมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป เพลงนี้ ค้นได้ข้อมูลเพิ่มเติม เป็นเพลงปรากฏ ในภาพยนต์ เรื่อง พระพุทธเจ้าของชาวภารตะกับองคุลีมาล ตั้งแต่ปี ๑๙๖๐ คนไทยจะชินกับต้นฉบับนี้ แต่ไม่ค่อยชัด ที่ผมนำมาเป็นแบบร้องใหม่ ประกอบภาพยนต์ สร้างปี ๑๙๘๐ (A song from the old Hindi movie which was made in 1960 , Bharat Bhushan in & as Angulimala., its a historic .This is the selected part/songs of the old Hindi movie which was made in 1980) คำอ่านจะมีแบบ โรมัน ภาษาไทย แปลเป็นบาลี แล้วก็แปลเป็นไทย ตามลำดับครับ อยากใส่ให้ครบ เพื่อให้ท่านผู้รู้มาเติมเต็มส่วนที่ขาด จะได้สมบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป คำอ่านอักษรโรมัน BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI DHAMMAM SARANAM GACCHÃMI SANGG̣HAM SARANAM GACCHÃMI GHABADAE JAB MAN-ANAMOL HRIDYA HO UTHE ḌAṆVAḌOL. GHABADAE JAB MAN-ANAMOL AUR HRIDYA UTHE HO ḌAṆVAḌOL. HO TAB MANAV TO MUKHASE BOL. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. HĨ TAB MANAV TO MUKHASE BOL. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI DHAMMAM SARANAM GACCHÃMI SANGG̣HAM SARANAM GACCHÃMI JAB AṢANTIKÃ RAG UTHE LÃLLAHUKÃ̃ PHAG UTHE. HINSÃ KI TO ÃG UTHE MÃNAV MEṆ PAṢU JAG̣ UTHE. UPARASE MUSAKÃ TE NAN BHITÃR DAHAKA RAHE TO HO. HO TAB MANAV TO MUKHASE BOL. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. HĨ TAB MANAV TO MUKHASE BOL. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI DHAMMAM SARANAM GACCHÃMI SANGG̣HAM SARANAM GACCHÃMI. (BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI) JAB DUNIYÃN SE PYAR UTHE. JAB DUNIYÃN SE PYAR UTHE . NAPHARAT KĨ DĨVÃR UTHE. MÃN KI MAMATÃ PAR USKĨ BEṬEKI TALAVÃR UTHE. DHARATĨ KĨ KÃYÃKÃPE AMBAR DAGMAG UTHE DOL . HO TAB MÃNAV TO MUKHASE BOL. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. HĨ TAB MANAV TO MUKHASE BOL. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. DHAMMAM SARANAM GACCHÃMI. SANGG̣HAM SARANAM GACCHÃMI. DŨR KIYÃ JISANE JANAJANAKE VYÃKULMANAKÃ ANDHIYÃRÃ JISAKI EKA KIRNAKO CHŨKAR CAMAK UTHÃ YE JAGA SÃRÃ.. DĨPA SATYAKÃ SADÃ JALE. DAYÃ AHIṂSA SADÃ PALE. SUKHAṢANTI KĨ CHAYAM MEṆ JAN GAṆA MANAKÃ PREM PALE. PHÃRAT KE BHAGAVAN BUDDHAKÃ GŨÑJE GHARGHAR MANTRA AMOL. HE MÃNAV NITA MUKHASE BOL. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. HE MÃNAV NITA MUKHASE BOL. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. BUDDHAM SARANAM GACCHÃMI. DHAMMAM SARANAM GACCHÃMI. SANGG̣HAM SARANAM GACCHÃMI. คำอ่านอักษรไทย พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ. ฆพฑาเอ ชพฺ มนฺ-อนฺโมลฺ หฺริทย โห อุเธ ฑาณฺวาโฑลฺ. ฆพฑาเอ ชพฺ มนฺ-อนฺโมลฺ ออุรฺ หฺริทย อุเธ โห ฑาณฺวาโฑลฺ. โห ตพฺ มานวฺ ตุ มุขเส โพลฺ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฮี ตพฺ มานวฺ ตุ มุขเส โพลฺ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ. ชพฺ อศานฺติกา รคฺ อุเธ. ลาลฺลหุกา ภคฺ อุเธ. หินฺสา กี ตุ อาคฺ อุเธ. มานวฺ เมญฺ ปศุ ชคฺ อุเธ. อูปรเส มุสกา เตนนฺ ภิตารฺ ทหก รเห ตุ โห. โห ตพฺ มานวฺ ตุ มุขเส โพลฺ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฮี ตพฺ มานวฺ ตุ มุขเส โพลฺ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ. พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ชพฺ ทุนิยานฺ เส ปฺยารฺ อุเธ. ชพฺ ทุนิยานฺ เส ปฺยารฺ อุเธ. นผรตฺ กี ทีวารฺ อุเธ. มานฺ กี มมตา ปารฺ อุสกี เพเตกี ตลวารฺ อุเธ. ธรตี กี กายากาเป อมฺพรฺ ทคฺมคฺ อุเธ โทลฺ. โห ตพฺ มานวฺ ตุ มุขเส โพลฺ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฮี ตพฺ มานวฺ ตุ มุขเส โพลฺ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ. ทูรฺ กิยา ชิสเน ชนชนเก วฺยากุล มนกา อนฺธิยารา ชิสฺสกี เอกกีรณโก ฉูกรฺ จมกฺ อุธา เย ชค ศารา. ทีป สตฺยกา สทา ชเล. ทยา อหึสา สทา ปเล. สุขศานฺติ กี ฉยมฺ เมนฺ ชนฺ คณ มนกา เปฺรมฺ ปเล. ภารตฺ เก ภควนฺ พุทฺธกา คูญเช ฆรฺฆรฺ มนฺตร อโมลฺ. เห มานวฺ นิต มุขเส โพลฺ. พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ เห มานวฺ นิต มุขเส โพลฺ. พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ. การแปลเป็นภาษาบาลี เป็นการแปลเทียบเคียงภาษาเดิม อาศัยเคยศึกษาภาษาบาลี ตำราภาษาสันสกฤต และ ปรากฤต มาบ้าง ก็พอรู้เรื่อง ไม่ได้เก่งกาจอะไร รากศัพท์คล้ายกันมากเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พยายามรักษาศัพท์เดิม และรูปแบบการเดินประโยคไว้ แต่ไม่ให้เสียลักษณะภาษาบาลี ผู้รู้อ่านเจอที่ไม่ถูกต้อง กรุณาท้วงติงนะครับ จะเป็นพระคุณมาก ยักย้ายถ่ายเท แก้ไขได้ตามถนัด ถือว่า ผมอาสานำร่องเอาไว้ เพื่อให้บัณฑิตผู้มาภายหลังได้ตกแต่งอีกที ขอบพระคุณครับ ภายเต ยทา มนุสฺสเสฏฺฐโก หทยสฺส อุเทติ ฉมฺภิตตฺตํ. ภายเต ยทา มนุสฺสเสฏฺฐโก อถวา หทยสฺส อุเทติ ฉมฺภิตตฺตํ. ตทา เห มนุสฺโส มุขสา ปาเฐตุ “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ" ตทา เห มนุสฺโส มุขสา ปาเฐตุ “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ" "พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ”. ยทา อสนฺติโก ราโค อุเทติ. ภูมิยา รตฺตโลหิเตน นหาปยิตฺวา อุทยเต. หึสาย อคฺคิ อุเทติ. มนุโน วา ปสุโน วิย มโน อุเทติ. มุทุกหสิตมุขสฺส อพฺภนฺตเร ฑหเกน ฑยฺหติ. ตทา เห มนุสฺโส มุขสา ปาเฐตุ “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ" ตทา เห มนุสฺโส มุขสา ปาเฐตุ “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ" "พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ”. ยทา เปมํ โลกโต ปริหายิตฺวา อุเทติ. ยทา เปมํ โลกโต ปริหายิตฺวา อุเทติ กรุณา จ โลกโต ปริหายิตฺวา อุเทติ. มนุสฺโส สมาตุยา มมฺมตํ เฉตฺวา อุเทติ ธรณี วา อมฺพรํ วา คคายิตฺวา อุเทติ. ตทา เห มนุสฺโส มุขสา ปาเฐตุ “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ" ตทา เห มนุสฺโส มุขสา ปาเฐตุ “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ" "พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ”. ทูรกโต ชนตาย วฺยากุลมนโส อนฺธกาโร เยน ยสฺส อากิณณานํ รสมีนํ เอกสฺมึ ผุสิตฺวา ปภาสิโต สพฺโพ ชโค. ตสฺสานุภาเวน ทีโป สจฺจํ สทา ชลตุ. ทยา อหึสา สทา ปาเลตุ. สุขสนฺติยา ฉายายํ มนุสฺโส มานุกสฺส เปมํ ปาเลตุ. ภารติยา จ ภควโต พุทฺธสฺส คชฺชตุ ฆเร ฆเร มนฺตเสฎฐโก . เห มนุสฺโส นิจจํ มุขสา ปาเฐตุ “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ" "พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ”. คำแปลภาษาไทย เป็นการแปลเอาความหมายโดยอรรถ แต่ไม่ทิ้งรูปแบบ ภาษา โดยเทียบภาษาเดิมและบาลี เมื่อใดแล เหล่ามนุษย์ผู้ถือตนว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ ได้เกิดความหวาดกลัว เกิดหัวใจสะดุ้งหวั่นไหว เมื่อใดแล เหล่ามนุษย์ผู้ถือตนว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ ได้เกิดความหวาดกลัว หรือว่า เกิดหัวใจสะดุ้งหวั่นไหว เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด เมื่อใดแล เกิดความมัวเมาอันเป็นเหตุแห่งความไม่สงบวุ่นวาย พื้นแผ่นดินไหลอาบนองแดงฉานไปด้วยเลือด เปลวไฟแห่งความมุ่งร้ายเบียดเบียนแผดเผากระจายไป จิตใจของมวลหมู่มนุษย์กลับกลายไปเป็นดั่งเดรัจฉาน มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส แต่ภายในแผดเผาเร่าร้อน เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด "พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ" เมื่อใดแล ความรักเมตตาแห้งเหือดหายไปจากโลก ความกรุณาสงสารก็แห้งเหือดหายไป คนทั้งหลายเชือดเฉือนสายใยแห่งความรัก แม้ของมารดาตนเอง เกิดผืนแผ่นดินเลื่อนลั่น ฟ้าสั่นไหว เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด เมื่อนั้น ขอให้ท่าน จงเปล่งคำว่า “พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ” ไว้เถิด "พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ" พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดแล ผู้ทรงขจัดเสียซึ่งความมืดมิดภายในจิตใจที่เร่าร้อนของปวงประชา มวลหมู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้พบหนทางแสงสว่าง เพียงแค่ได้สัมผัสเส้นใยแห่งรัศมีที่แผ่ออกมาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ด้วยอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ขอพระสัทธรรมอันเป็นที่พึ่งพิง ขออริยสัจจ์คือความจริง จงเจริญรุ่งเรืองตลอดกาลนาน ขอมวลหมู่มนุษย์จงเห็นอกเห็นใจเกื้อกูลเอ็นดูกันเถิด ขอหมู่มนุษย์จงทนุถนอมความรัก ความเยื่อใยของมนุษย์ด้วยกัน อยู่อย่างร่มเย็นสันติสุขเถิด ขอบทแห่งมนต์อันประเสริฐ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของชาวภารตะ (อินเดีย) จงกระหึ่มกังวานไปในทุกครัวเรือน เพื่อนมนุษย์เอ๋ย ขอให้ท่าน จงหมั่นเปล่งคำว่า "พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ" ไว้บ่อย ๆ เถิด "พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ” จิรํ ติฏฐตุ สทฺธมฺโม ขอพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงอยู่ชั่วกาลนาน ไวโรจนมุเนนทระ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ความดับทุกข์#อนิมิตตวิโมกข์#อัปปณิหิตวิโมกข์#สุญญตวิโมกข์#เธออย่าได้กล่า...เข้าสู่ระบบหรือลงทะเบียน หน้าแรก เว็บบอร์ด > พุทธศาสนา > พระไตรปิฎก > เรื่องเด่นคนกิเลสหนากับการบรรลุธรรม ในห้อง 'พระไตรปิฎก' ตั้งกระทู้โดย rachotp, 4 พฤศจิกายน 2021. แท็ก: เพิ่มแท็ก rachotp rachotp เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต วันที่สมัครสมาชิก:9 ตุลาคม 2020 โพสต์:1,214 กระทู้เรื่องเด่น:251 ค่าพลัง:+23,278 A.PNG การบรรลุธรรมของคนที่มีกิเลสหนา เรื่องน่าคิดจากพระไตรปิฎก หลายท่านอาจจะสงสัยว่า “คนที่มีกิเลสหนา บรรลุธรรมไม่ได้” และเชื่อกันมาแบบนี้ แต่พระพุทธเจ้าตรัสถึงเรื่องนี้ไว้ในพระสูตรที่มีชื่อว่า วิตถารสูตร ถึงการบรรลุธรรมของคนที่มีกิเลสหนา ไว้ว่า… บุคคลบางคนในโลกนี้ ตามปกติเป็นผู้มีความกำหนัดยินดีในกาม (ราคะ) ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสอันเกิดจากความกำหนัดยินดีในกามตลอด เป็นผู้มีความโกรธ (โทสะ) รุนแรง ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสที่เกิดจากความโกรธตลอด เป็นผู้ที่มีความหลง (โมหะ) รุนแรง ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัสที่เกิดจากความหลงตลอด G.PNG แต่อินทรีย์ 5 ประการ ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เหล่านี้มีความแรงกล้า เขาย่อมบรรลุธรรมอย่างฉับพลัน แต่หากคนผู้นั้นมีกิเลสเป็นราคะ โทสะ และโมหะเบาบาง ไม่ได้มีความทุกข์โทมนัสจากราคะ โทสะ และโมหะ แต่อินทรีย์ทั้ง 5 ประการนี้อ่อน เขาย่อมได้บรรลุมรรคผลล่าช้า การบรรลุธรรมจึงขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5 ประการ F.PNG ระดับของการบรรลุธรรม การบรรลุธรรมของคนที่มีกิเลสหนาถึงจะขึ้นอยู่กับอินทรีย์ 5 แต่ก็มีความช้าและความเร็วแตกต่างกันไป พระพุทธเจ้าทรงจัดระดับไว้ 4 ระดับด้วยกันคือ 1) ทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา หมายถึง ผู้ที่มีกิเลสหนา แต่มีอินทรีย์ 5 ประการบาง จึงบรรลุธรรมได้ช้า 2) ทุกขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา หมายถึง ผู้ที่มีกิเลสหนา แต่มีอินทรีย์ 5 ประการแรงกล้า จึงบรรลุธรรมได้ไว 3) สุขาปฏิปทา ทันธาภิญญา หมายถึง ผู้ที่ไม่มีกิเลส แต่มีอินทรีย์ 5 ประการบาง จึงบรรลุธรรมช้า 4) สุขาปฏิปทา ขิปปาภิญญา หมายถึง ผู้ที่ไม่มีกิเลส และมีอินทรีย์ 5 ประการแรงกล้า จึงบรรลุธรรมได้ไว H.png ทำไมการบรรลุธรรมจึงเกี่ยวข้องกับอินทรีย์ 5 ประการ? อินทรีย์ 5 ได้แก่ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา เป็นองค์ธรรมที่ช่วยให้โลภะ โทสะ และโมหะ ลดลง เมื่อมีความเชื่อมั่น (ศรัทธา) ต่อคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเกิดความเพียร (วิริยะ) การระลึกรู้ได้ก็จะตามมา (สติ) เมื่อเกิดการระลึกได้สมาธิก็จะตามมา เมื่อมีสมาธิผลที่ได้คือปัญญา ผู้บรรลุอรหันต์ล้วนผ่านองค์ธรรม 5 ประการนี้ D.PNG ตัวอย่างเช่น เจ้าหญิงอภิรูปนันทา เป็นสตรีชนชั้นสูงที่มีความงามเป็นเลิศ จึงมีอุปนิสัยรักสวยรักงาม พอผนวชเป็นภิกษุณี ก็ยังไม่ทรงละอุปนิสัยรักสวยรักงามอยู่ดี พระพุทธเจ้าทรงต้องการโปรดเจ้าหญิงอภิรูปนันทาให้ทราบถึงโทษของการรักสวยรักงาม พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตสตรีนางหนึ่งขึ้นมาให้มีความงามประดุจนางฟ้า เจ้าหญิงทรงหลงใหลแล้วชมว่า สตรีนางนี้ช่างมีความงดงามมากกว่าสตรีใดๆที่้เคยพบเห็นมา ไม่นานสตรีนางนี้ก็ค่อยๆ แก่ลง แล้วตายกลายสภาพเป็นศพ และเริ่มเน่าส่งกลิ่นเหม็น แล้วกลายเป็นโครงกระดูกในที่สุด E.PNG เมื่อเจ้าหญิงอภิรูปนันทาทอดพระเนตรดังนั้นแล้วทรงเชื่อ (ศรัทธา) ในคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วว่าการยึดติดในความงามเป็นสิ่งที่เที่ยง แท้ที่จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เมื่อเจ้าหญิงทรงพิจารณาร่างของสตรีนางนั้นด้วยความตั้งใจ (วิริยะ) เมื่อทรงสังเกตพินิจพิจารณาจนถึงตอนที่สตรีนางนั้นสิ้นลม การระลึกรู้ (สติ) ถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าก็บังเกิดขึ้นในบัดนั้นทันที พอทรงมีสติพิจารณาใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนดีแล้ว จึงบังเกิดความสงบ (สมาธิ) ขึ้น เจ้าหญิงอภิรูปนันทาเกิดความเข้าพระทัยว่า สิ่งที่พระนางหลงใหล (โลภะ) ในความงามนั้น เป็นความเขลาเบาปัญญา ทำให้พระนางตรึงอยู่ในกระแสแห่งการเวียนว่ายตายเกิดต่อไป B.PNG พระนางทรงข้ามฝั่งแห่งน่านน้ำอวิชชามาถึงฝั่งแห่งวิชชา อันเกิดจากการพิจารณาร่างของสตรีซึ่งถูกเนรมิต จนทำให้พระนางบรรลุธรรม เจ้าหญิงอภิรูปนันทา เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าคนที่มีกิเลสหนา ที่บรรลุธรรมได้นั้นมีอยู่จริง แต่อินทรีย์ 5 ประการของพระนางถึงพร้อม พระพุทธเจ้าทรงเห็นจึงได้มาโปรดพระนางด้วยวิธีนี้จนพระนางบรรลุธรรม C.PNG Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก วิตถารสูตร ว่าด้วยปฏิปทาโดยพิสดาร พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๓ [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต "นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา" "ชินะปัญชะระ ปะริตตังมัง รักขะตุสัพพะทา" "มะอะอุ นะโม วิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา ราหุ สุริยัง จันทัง ปะมุจจะสุ" "พุท ธะ สัง วิ หะ ระ ตัง ปุญ ญัง วะ ทา มิ"